การเล่นหวยฮานอยยังไงให้สนุก

ก่อนอื่นเราควรมาทำความรู้จักกับหวยฮานอย ว่ามีวิธีการเล่นยังไง เล่นง่ายไหม วงเงินรางวัลได้ผลลัพธืดีเท่าที่ควรเหมือนหวยไทยไหม

การเล่นหวยฮานอย จริงๆนี่คือเล่นไม่ยากเลย เราลองมาดูว่ามีวิธีไหนเล่นกันบ้าง

หวยฮานอย เรียกชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า หวยเวียดนาม โดยหวยเวียดนามนั้นจะมีวิธีการเล่นคล้ายๆเล่นแทงเหมือนหวยใต้ดิน หวยหุ้นไทย บ้านเรานี่แหละ จะมีการเอาเลขที่ออกจากหวยเวียดนามมาเป็นผลที่ใช้อ้างอิงตัวเลข

หวยจะแบ่งเป็น  2ตัวบน 2ตัวล่าง 3ตัวบนตรง 3ตัวบนโต๊ด แตกต่างตรงที่ไม่มี3ตัวล่าง แต่มีวิ่งบนวิ่งล่าง เหมือนหวยไทยนะ

เราก็มีวิธีการเล่น แทงหวยออนไลน์ แทงแบบที่คอหวยเล่นกันทั่วๆไปเลย

หวยฮานอย จะมีการออกผลรางวัลทุกๆวัน ช่วงเวลา18.30น ตามเวลาของประเทศไทยเลย ออกเลขโดยสำนักงานLong Cau Zo So ของเวียดนาม ภาพบรรยากาศ การออกผลรางวัลของเวียดนาม ก็จัดเหมือนกับของบ้านเราเลย เพียงแต่ว่าเขาขยันออกกันทุกวัน

สมัยก่อนนั้น บ้านเมืองเรายังไม่มีอินเตอร์เนต แพร่หลายเหมือนแบบอย่างปัจจุบันนี้ การที่คนไทยจะได้มีโอกาสได้เล่นหวยเวียดนามจึงเป็นไปได้ยากมาก แต่ในสมัยนี้ อินเตอร์เนตมันมีโอกาสเข้าถึงบ้านเรากันหมดแล้ว ดังนั้นการที่เราจะได้เล่นหวยเวียดนามนี้มันไม่ใช่เรื่องยากกันอีกต่อไป และเป็นโอกาสที่ดีของนักเสี่ยงโชคทั้งหลายเลยก็ว่าได้ ที่เราจะสามารถจะเสี่ยงโชคกันได้ทุกวัน ผ่านระบบซื้อหวยฮานอยออนไลน์กันได้อย่างง่ายๆเลย เหตุนี้เองคนไทยบางกลุ่มจึงนิยมมาเล่นหวยเวียดนามกันมากขึ้น เป็นหนทางเสี่ยงโชคได้ตัง เอ๊ะ หรือจะเสียตังกันทุกวันก็ไม่ทราบ

แต่คอเสี่ยงโชคทั้งหลายก็พร้อมจะวัดดวง เพื่อหาเงินกันทางลัดกันเป็นแถว

เว๊ปที่ใช้เล่นหวยฮานอยตอนนี้ที่เห็นดังๆ จะมีอยู่สัก5เว๊ป ที่มีวิธีการซื้อได้ง่าย มีให้เล่นหลากหลาย ตรวจผลก็ได้เลยในเว๊ปพวกนี้

ระบบถือว่าโอเคเลย ทำกันแบบง่ายๆ ได้ตังกันแบบง่ายๆ

มีเว๊ปที่ผ่านตา

1.Superlot999

2.Jetsadabet

3.Fifa55tm

4.fifa55bets

5.lottopoon

รู้แบบนี้แล้วอย่ารอช้า ลองไปเล่นหวยฮานอยกัน

พฤติกรรมบ่งชี้ของผู้ที่เสพติดนิโคติน

เกณฑ์การวิเคราะห์คนที่เสพติดนิโคตินจากการใช้ยาสูบต่างๆตามคู่มือการวิเคราะห์และสถิติความผิดปกติทางจิต (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition: DSM-5) ได้ระบุไว้ว่า คนที่เสพติดนิโคตินต้องมีพฤติกรรมหรืออาการอย่างน้อย 2 จาก 11 อาการที่ปรากฏภายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้

-สูบในจำนวนที่เยอะขึ้นเรื่อยๆ หรือสูบต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน

-ต้องการสูบเรื่อยๆไม่สามารถที่จะเลิกสูบ หรือไม่สามารถควบคุมจำนวนการสูบให้เป็นตามที่ตั้งใจได้

-จำต้องสูบบุหรี่หรือยาสูบใดๆก็ตามสำหรับในการทำกิจกรรมต่างๆที่จำเป็นต้องใช้เวลานาน

-มีความต้องการอยากสูบเป็นอย่างมาก

-สูบบุหรี่บ่อยมากจนกระทั่งส่งผลเสียต่อบทบาทหน้าที่ในสถานที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน

-ยังคงสูบมาโดยตลอด แม้ว่าจะมีปัญหาความสัมพันธ์ทางสังคมอันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ ตัวอย่างเช่น มีความขัดแย้งกับคนอื่นเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ของตนเอง

-เลิกหรือลดกิจกรรมต่างๆที่สำคัญทางด้านสังคม เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน หรืองานสังสรรค์สนุกสนานเนื่องมาจากการสูบ

-ยังคงสูบถึงแม้เป็นสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายทางกายภาพ ยกตัวอย่างเช่น การสูบบุหรี่บนเตียง

-ยังคงสูบมาโดยตลอด ถึงแม้รู้ดีว่าการสูบบางทีอาจทำให้เกิดการเกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอีกทั้งทางร่างกายและก็จิตใจ

-อาการดื้อต่อสารนิโคติน โดยเกิดอาการใดอาการหนึ่งต่อไปนี้ โดยสูบเยอะขึ้นเรื่อยๆเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ และก็ เป็นผลหรือความรู้สึกจากการสูบน้อยลง หากแม้สูบในจำนวนเท่าเดิม

-สภาวะขาดสารนิโคติน โดยเกิดอาการใดก็ตามต่อไปนี้ โดยมีลักษณะอาการที่ชัดเจนของกลุ่มอาการขาดนิโคติน รวมทั้ง กลับไปสูบ หรือใช้สารทดแทนนิโคติน เพื่อไม่ให้เกิดอาการต่างๆจากภาวะขาดนิโคติน

เลิกสูบ เลิกเสี่ยง เลิกเสพติดนิโคติน

เว้นเสียแต่สารนิโคติน ในบุหรี่แล้วก็ยาสูบชนิดต่างๆยังมีสารให้โทษอื่นๆอีก ตัวอย่างเช่น ทาร์ (Tar) หรือน้ำมันดิน แล้วก็คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ซึ่งล้วนแล้วแต่เพิ่มการเสี่ยงแล้วก็อาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพได้ในอนาคต เพราะฉะนั้น การเลิกสูบบุหรี่ รวมทั้งยาสูบทุกประเภท ย่อมเป็นผลดีต่อร่างกายในระยะยาว โดยบางทีอาจปฏิบัติตามวิถีทางดังต่อไปนี้

การดูแลและรักษาทางด้านการแพทย์

คนที่ไม่สามารถที่จะเลิกสูบได้ด้วยตัวเอง หรือล้มเหลวหลังเพียรพยายามเลิกสูบด้วยตัวเอง ควรจะไปปรึกษาแพทย์ถึงวิถีทางสำหรับในการเลิกสูบ และก็กรรมวิธีการรับมือกับอาการขาดนิโคติน โดยแพทย์อาจมีขั้นตอนการรักษา ตัวอย่างเช่น แพทย์บางทีอาจเสนอแนะกรรมวิธีการรักษาที่ใช้ยาหรือสารที่มีส่วนประกอบของนิโคตินในรูปแบบสเปรย์ ยาพ่น หมากฝรั่ง ยาอม หรือแผ่นปิดผิวหนัง หรือยาเลิกบุหรี่ที่ไม่มีส่วนประกอบของนิโคติน จนกระทั่งคนที่เสพติดนิโคตินจะมีลักษณะดีขึ้นและไม่กลับไปสูบอีก ดังเช่น บูโพรพิออน (Bupropion) แล้วก็วาเรนนิคลีน (Varenicline)

 

ส่วนการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยทำให้เลิกสูบบุหรี่และก็ยาสูบอื่นๆนั้น สำหรับในประเทศไทย บุหรี่ไฟฟ้า ยังไม่ได้รับการยืนยันให้ใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งเป็นประเด็นที่ยังต้องการงานศึกษาค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติรวมทั้งประสิทธิผลของมันต่อไปในอนาคต

ลดมลภาวะทางอากาศช่วงเทศกาลตรุษจีน ด้วยการใช้ธูปเล็ก


ลดมลภาวะทางอากาศช่วงเทศกาลตรุษจีน ด้วย

ตอนเทศกาลวันตรุษจีน ปี 2563 เหตุการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ยังจะต้องเฝ้าระวังผลพวงต่อร่างกาย โดยยิ่งไปกว่านั้นกรุ๊ปเสี่ยงที่จำต้องดูแลเป็นพิเศษ คือ คนแก่ เด็กตัวเล็กๆ คนท้อง คนป่วยโรคระบบหัวใจรวมทั้งเส้นโลหิต โรคระบบทางเดินหายใจการปกป้องคุ้มครองที่ดีจำเป็นต้องลดจำนวนการเผากระดาษเงินกระดาษทอง หรือเลือกใช้ธูปขนาดสั้น เพื่อลดการสั่งสมของฝุ่น

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เอ่ยถึงเหตุการณ์ฝุ่นขนาดเล็ก ที่เพิ่มสูงมากขึ้นจนถึงเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ในระยะนี้ว่า ในช่วงเทศกาลวันตรุษจีนจะมีการจุดธูป เผากระดาษเงินกระดาษทอง และก็เผาประดิษฐกรรมต่างๆ เพื่อบูชาทวยเทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ ซึ่งการจุดธูปรวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทองในแต่ละครั้ง จะปลดปล่อยสารมลภาวะออกมาเป็นควันและก็เถ้า

พญ.พรรณพิมล กล่าวต่ออีกว่า สารมลภาวะที่ปลดปล่อยออกมา อย่างเช่น ฝุ่นผงขนาดเล็ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าสคาร์บอนมอนอกไซด์ แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน และก็สารก่อโรคมะเร็งหลายๆ อย่าง อย่างเช่น สารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนหรือสารพีเอเอช แล้วก็สารอินทรีย์ระเหยง่าย ตัวอย่างเช่น เบนซิน (Benzene) และ 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-butadiene)

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวอีกว่า ส่วนเถ้าจะมีสารโลหะหนัก 4 ประเภท ดังเช่นว่า โครเมียม นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส และยังเจอพวกโลหะหนักกลุ่มนี้อยู่ในเถ้ามากยิ่งกว่าฝุ่นผงกลางอากาศราว 3-60 เท่า ซึ่งถ้าหากได้สัมผัส อาจทำให้เป็นผลกระทบต่อร่างกายอีกทั้งระยะสั้นแล้วก็ระยะยาวได้

พญ.พรรณพิมล กล่าวเหตุว่า จากการสำรวจอนามัยโพลเรื่องความประพฤติการใช้ธูป กระดาษเงินกระดาษทอง กับเทศกาลวันตรุษจีนในตอนเดือนมกราคม 2562 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และละแวกใกล้เคียง ปริมาณ 1,657 คน พบว่า ในวันไหว้วันตรุษจีน พสกนิกรมีการจุดธูปจำนวนร้อยละ 79 เผากระดาษเงินกระดาษทองปริมาณร้อยละ 51 รวมทั้งเผาประดิษฐกรรมจากกระดาษต่างๆ ดังเช่น โทรศัพท์ บ้าน รถยนต์ ปริมาณร้อยละ 19

นอกจากนี้ยังพบว่าประชากรส่วนน้อยยังมีความประพฤติการใช้ธูปและการเผาแบบผิดๆ ได้แก่ ใช้ธูปขนาดสั้นเพียงแต่ปริมาณร้อยละ 33 มีการเผากระดาษเงิน กระดาษทองคำถึงจำนวนร้อยละ 98 โดยส่วนมากเป็นการเผาจนกระทั่งหมดแล้วดับ ในส่วนของสุขภาพ ประชากรเห็นด้วยว่าควันธูปแล้วก็มลพิษทางการเผากระดาษเงินกระดาษทอง ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายถึงปริมาณร้อยละ 87 เมื่อซักถามถึงผลพวงต่อร่างกาย ก็พบว่าพลเมืองมีลักษณะอาการถึงปริมาณร้อยละ 97 โดยยิ่งไปกว่านั้นอาการแสบตา แสบจมูก คัดจมูก หายใจติดขัด คันตา รวมทั้งปวดตา รวมทั้งยังมิได้มีการป้องกันตัวเองถึงปริมาณร้อยละ 54

“ตอนเทศกาลวันตรุษจีนปีนี้ ก็ตรงกับเหตุการณ์ฝุ่นผง PM2.5 ที่ยังคงจำเป็นต้องเฝ้าระวังผลพวงต่อร่างกาย การจุดธูป รวมถึงการเผากระดาษเงิน กระดาษทองคำ ในจำนวนที่มากอาจจะก่อให้กำเนิดควันที่มีสารก่อมลภาวะต่างๆ จำนวนมาก ก่อให้เกิดผลกระทบอีกทั้งต่อร่างกายและก็สภาพแวดล้อม ซึ่งความร้ายแรงของอาการจะนาๆ ประการ ขึ้นกับจำนวนแล้วก็ช่วงเวลาที่ได้รับสารนั้น โดยยิ่งไปกว่านั้นกรุ๊ปเสี่ยงที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ คือ คนวัยชรา เด็กตัวเล็กๆ คนท้อง คนไข้โรคระบบหัวใจแล้วก็เส้นเลือด โรคระบบทางเดินทหายใจ รวมทั้งคนป่วยโรคเรื้อรังชนิดอื่นๆ จะได้รับผลพวงร้ายแรงกว่าพลเมืองทั่วๆ ไป” พญ.พรรพิมล กล่าว

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การปกป้องคุ้มครองที่ดี คือ ลดจำนวนการใช้ โดยใช้ธูปขนาดสั้น ลดจำนวนการเผากระดาษเงิน กระดาษทองคำ ให้ลดน้อยลง ใส่หน้ากากปกป้องฝุ่นผงขณะจุดธูปหรือเผา เมื่อจุดแล้วดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น ควรจะจุดนอกบ้านหรือที่อากาศระบาย และก็ยืนอยู่เหนือแนวทางลม ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสธูปและกระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมกับเลี่ยงการพักผ่อนหย่อนใจหรือนอนรอบๆ ที่ที่มีการจุดธูป เพื่อลดการสั่งสมของฝุ่นผงจากควันธูปที่บางทีอาจหลงเหลืออยู่ รวมถึงกำจัดเถ้าถ่านจากธูปรวมทั้งกระดาษเงิน กระดาษทองคำ โดยเก็บเถ้าถ่านใส่ถุง และก็ส่งให้หน่วยงานรับไปกำจัดอย่างถูกแนวทาง

ความเครียดไม่ใช่เรื่องขำๆ

ความเครียดไม่ใช่เรื่องขำๆ
บางครั้งคุณอาจมีความเครียดโดยไม่รู้ตัว เพราะความเครียดเหมือนเป็นสิ่งที่เรื้อรัง จะทำให้เราหมกมุ่นและครุ่นคิดอยู่อย่างนั้น ไม่ไปไหน ทำให้เราต้องมีวิธ๊จัดการความเครียดกันบ้าง ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงานถึงวัยสูงอายุ ไม่ว่าเพศไหนก็เครียดได้เช่นกัน ในวัยทำงาน อาจมีความเครียดเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว จากสภาวะงาน สังคมรอบข้าง การเดินทาง การเงิน ความมั่นคงในชีวิต อาจต้องทบทวนอารมณ์ของตนเองบ่อย ๆ หงุดหงิด เครียด เศร้ากว่าปกติหรือไม่ ทั้งนี้ต้องดูแลสุขภาพร่างกายด้วย และหาเวลาออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งส่วนนี้มีความสำคัญกับ ทุกช่วงวัย ขณะเดียวกันควรหาเวลาพักผ่อนให้กับตนเอง
ในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ ควรมีการพบแพทย์สม่ำเสมอ ยิ่งในผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรตรวจสุขภาพประจำปีอยู่เสมอ ความเครียดในวัยผู้ใหญ่อาจจะเบาบางลงกว่าวัยทำงาน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นแทนคือความโดดเดี่ยว เหงา มากกว่า ซึ่งสิ่งนี้มีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ อีกทั้งต้องออกกำลังกายบ้างเป็นบางครั้งเพื่อให้พอเหมาะไม่มากไป เดี๋ยวจะกลายเป็นหักโหม รวมถึงหากิจกรรมที่มีความถนัดสนใจ กิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุขทำ และสำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณ ควรวางแผนชีวิต วางแผนการเงินค่าใช้จ่ายไว้แต่เนิ่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่ดี

ทั้งนี้หากคุณคิดว่าคุณมีความเครียดมากเกินไป เมื่อไหร่ที่เราหรือคุณเองมีความรู้สึกว่าฉันอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ฉันไม่มีความสุข จมอยู่กับความทุกข์หนีออกมาไม่ได้ หลุดพ้นไม่ได้ ให้รีบบอกกล่าวผู้อื่น อย่าอายที่จะต้องบอก เพราะมันเป็นวิธีที่จะช่วยลดความเครียดของคุณได้ โดยอาจจะ
– โทรปรึกษาสายด่วน 1323 ของกรมสุขภาพจิต อีกช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่กล้าจะระบายความเครียดให้ใครรับรู้
– การพูดคุยกับคนรอบข้างกับคนที่ไว้วางใจรับฟังปัญหาได้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดคลายความเครียดลงได้ ขณะเดียวกันคนรอบข้างจะช่วยสังเกตตัวเรา
– ปรึกษาจิตแพทย์ หากทั้งสองวิธีด้านบนนั้นไม่สามารถช่วยคุณได้ จริงๆ แล้วการพบจิตแพทย์อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดก็ได้ เพราะคุณจะได้รับการรักษาและช่วยเหลืออย่างถูกวิธีตั้งแต่แรก

รู้จักหรือไม่ โรคหลอดเลือดดำอุดตัน

“หลอดเลือดดำอุดตัน” ภัเงียบที่คร่าชีวิตคนไปแล้วกว่า 1 ใน 4 ของคนไทยทั้งหมด และสามารถเสี่ยงถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่นาทีเมื่อเกิดอาการ

หลอดเลือดดำอุดตัน คืออะไร?
หลอดเลือดดำอุดตัน หลายๆ คนคงไม่คุ้นกับโรคนี้เท่าไหร่ แต่อาจจะเคยได้ยินแต่โรคหลอดเลือด โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งแท้จริงแล้ว โรคหลอดเลือดดำอุดตัน ก็ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการที่มีลิ่มเลือดไปอุดขวางการไหลเวียนของเลือดบริเวณหลอดเลือดดำที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งหลอดเลือดดำนี้ก็มีอยู่ทั่วร่างกาย จึงสามารถเกิดการอุดขวางการไหลเวียนของเลือดขึ้นในทุกบริเวณของร่างกาย เช่น ปอด ช่องท้อง สมอง แต่มักพบว่าเกิดขึ้นที่ขา

หลอดเลือดดำอุดตัน อันตรายอย่างไร?
ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้น นอกจากจะทำให้ไม่มีการไหลเวียนของเลือดในอวัยวะส่วนนั้นๆ จนทำให้เกิดอาการบวมและปวดแล้ว แต่หากมันลุกลามหรือไปอุดที่อวัยวะสำคัญมากๆ เช่น ลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันการไหลเวียนของเลือดที่หัวใจ หรือสมอง อาจทำให้เสียชีวิต หรือพิการได้ ทั้งนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากไม่ได้รับการตรวจรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ

ปัจจัยเสี่ยของโรคหลอดเลือดดำอุดตัน
• ผู้ป่วยที่ต้องนอนติดเตียงอยู่ตลอดเวลา ทำให้เลือดไม่ไหลเวียน โดยพบผู้ป่วยจากสาเหตุนี้มากที่สุด

• กรรมพันธุ์จากครอบครัว

• อายุที่มากขึ้น คนชรามักเป็นโรคนี้มากกว่าคุณหนุ่มสาว

• รับประทานฮอร์โมนจำพวกยาคุม ที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศหญิง หรือเอสโตรเจน

• ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

• ผู้ที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานาน

• น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หรือเป็นโรคอ้วน

หลอดเลือดดำอุดตัน กับอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้
สำหรับอาการของโรคหลอดเลือดดำอุดตันในระยะเริ่มแรกที่จะเกิดขึ้น จะขึ้นอยู่กับส่วนของอวัยวะที่มีลิ่มเลือดอุดตัน เช่น
ขา : ปวดน่อง หรือต้นขา ขา หรือเท้า หรือทั้งสองอย่าง บวมร้อนอยู่ข้างเดียวอย่างเห็นได้ชัด

ช่องท้อง : ปวดช่องท้อง

สมอง : ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือชัก

ปอด : เหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด

แขน : แขนบวมข้างเดียว

การรักษาโรคหลอดเลือดดำอุดตัน
ในการรักษามีวิธีการที่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาตามลักษณะของอาการ โดยขั้นแรกจะเริ่มจากการอัลตร้าซาวนด์ หรือทำการเอกซ์เรย์เพื่อดูอาการก่อน ส่วนวิธีที่จะใช้ ได้แก่ ฉีดยา ทานยา หรือผ่าตัด แล้วแต่กรณีไป ซึ่งหากเป็นที่ขาจะมีถุงน่องให้สวม เพื่อทำให้หลอดเลือดดำที่ขามีเลือดไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ลดอาการปวดบวมได้

วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดดำอุดตัน
สาเหตุนอกเหนือไปจากกรรมพันธุ์ เราสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดดำอุดตันได้ ด้วยการขยับเขยื้อนร่างกายอยู่เป็นประจำ ไม่ปล่อยให้ตัวเองนั่งทำงานนานๆ หรือถ้าหากกำลังป่วยนอนเป็นผู้ป่วยติดเตียงอยู่ ควรทำกายภาพบำบัด หรือให้มีการยกแขนยกขา ขยับเคลื่อนไหวร่างกายเรื่อยๆ ในคนทั่วไป ก็ควรที่จะมีการออกกำลังกายบ้างอย่างสม่ำเสมอ ทานผักผลไม้มากๆ และดื่มน้ำมากๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดดำอุดตันได้

โรคหัวใจ ออกกำลังกายได้หรือไม่

เผยผู้ป่วยโรคหัวใจสามารถออกกำลังกายได้ โดยปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกประเภทกีฬาที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อการออกกำลังกาย ลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว เสริมสร้างสมรรถภาพทางกายและใจให้แข็งแรงมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว

ออกกำลังกาย มีประโยชน์ แม้ป่วยโรคหัวใจ
นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การออกกำลังกายมีประโยชน์ทั้งสุขภาพกายใจและป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้มีชีวิตยืนยาว แม้แต่ผู้ที่เป็นโรคหัวใจก็สามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรเน้นความแรงของการออกกำลังกายในระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก เดินเร็ว ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะๆ เป็นต้น ซึ่งวิธีการออกกำลังกายที่เกิดประโยชน์ควรเริ่มด้วยการวอร์มร่างกายให้พร้อมประมาณ 5-10 นาที แล้วตามด้วยระยะการออกกำลังกายที่กระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และควรหยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก

ทั้งนี้ ควรเริ่มออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป หลังจากนั้นหากร่างกายปรับสภาพกับความแรงที่เพียงพอแล้ว ค่อยเพิ่มเวลาของการออกกำลังกายจนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป และทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจมีการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายมากขึ้น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรัง และหัวใจล้มเหลวเรื้อรังได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสามารถลดการเกิดโรคหัวใจชนิดต่างๆ เช่น โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจล้มเหลว และลดอัตราการเจ็บหน้าอกของผู้ป่วยโรคหัวใจ

ปรึกษาแพทย์ ก่อนเริ่มต้นออกกำลังกาย
นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกกำลังกาย สามารถทำได้ตามความเหมาะสมของวัย สภาพร่างกายในความแรงที่เพียงพอต่อการกระตุ้นการพัฒนาของร่างกายและหัวใจโดยไม่เสี่ยงอันตราย ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย ดังนั้นผู้ป่วยที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและพึ่งฟื้นตัวจากภาวะเฉียบพลันทางหัวใจ หรือเพิ่งรับการผ่าตัด ไม่ว่าจะด้วยการใส่สายสวนหัวใจ หรือผ่าตัดหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกประเภทกีฬาที่เหมาะสม และปลอดภัยต่อการออกกำลังกาย

เกิดสิ่งผิดปกติ หยุดออกกำลังกาย แล้วพบแพทย์ทันที
อย่างไรก็ตามหากพบความผิดปกติในขณะออกกำลังกาย เช่น เจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อยมากขึ้น ควรหยุดออกกำลังกายทันที และนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที เพื่อลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายจะเป็นสิ่งที่ดีต่อหัวใจและสุขภาพโดยรวม แต่พบว่ามีความเสี่ยงอยู่บ้างในผู้ป่วยโรคหัวใจ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรออกกำลังกายด้วยความระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไปตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และรู้จักประเมินสมรรถภาพของตนเอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นการยืดอายุผู้ป่วย ตลอดจนรักษาสุขภาพให้แข็งแรงใกล้เคียงหรือเท่ากับก่อนป่วยเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

SERGISผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตับโดยตรง

SERGISเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตับโดยเฉพาะ เนื่องจากตับต้องการการบำรุงเป็นอย่างมาก

7  อาการที่บ่งบอกว่า ตับของคุณกำลังมีปัญหา

ความเสี่ยงโรคตับมีอยู่ในตัวเราทุกคนคน ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดวัย หรือความเชื่อว่าเกิดขึ่นเฉพาะคนที่ดื่มเหล้าเป็นประจำเท่านั้น หน้าที่ของตับหลักๆนั้น คือช่วยคัดกรองทั้งสารอาหาร และช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกาย  ซึ่งถือเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตับนั้นยังทำงานปกติอยู่  หรือหากมีความผิดปกติเกิดขึ่นกับตับจะรู้ได้อย่างไร  ลองอ่าน 15 สาเหตุที่อาจบ่งบอกว่าตับกำลังมีปัญหา

  1. ตาเหลือง เพราะเลือดมีปริมาณบิลิรูบิน มากเกินไป สาเหตุนั้นอาจเกิดจากตับทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้บิลิรูบินคั่งอยู่ในกระแสเลือด และเข้าไปจับตัวกับเนื้อเยื่อต่างๆทำให้ตาขาวกลายเป็นเหลือง หากมีอาการรุนแรงจะส่งผลให้ตัวเหลืองด้วยเช่นกัน
  2. ตาขาวมีเส้นเลือด เมื่อตับทำงานผิดปกติ หรือทำงานหนักเงินไป อาจส่งผลให้มีอาการตาแดง มีเส้นเลือดขึ้นในตาขาวอย่างเห็นได้ชัดเจน
  3. น้ำตาคลอคลอดเวลา หากเกิดความผิดปกติของดวงตา เช่น มีน้ำตาคลออยู่บริเวณดวงตาตลอดเวลา โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกใดๆ หรือปัจจัยอื่นๆอย่างฝุ่นมาทำให้ดวงตามีการระคายเคือง แบบนี้อาจตีความได้ว่าตับกำลังมีปัญหาอยู่
  4. หน้าคล้ำ หน้าหมอง หากตับทำงานไม่เป็นปักติ ไม่สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้ จะทำให้มีอาการหน้าหมองคล้ำ ไม่ผ่องใส โดยไม่เกี่ยวกับปัจจัยแดด และหากมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา อาการนี้ค่อนข้างชัดเลยว่าตับกำลังมีปัญหาอยู่
  5. เล็บเปราะหักง่าย เมื่อตับทำงานได้ไม่เต็มที่ สารอาหารที่ร่างกายได้รับนั้นก็จะไม่เพียงพอ ส่งผลให้ไม่มีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงตามอวัยวะต่างๆในร่างกาย สาเหตุนี้จึงทำให้เล็บนั้นเปราะบางหักง่าย
  6. เลือดออกที่เหงือก ดูคล้ายโรคเหงือกที่เกิดจากสุขภาพปัญหาฟัน แต่หากพบทันต์แพทย์แล้วไม่หาย นั่นอาจแปลว่าตับของคุณกำลังมีปัญหา โดยจากภาวะตับอักเสบหรือตับแข็ง
  7. ปัสสาวะมีสี แม้จะดื่มนน้ำมากแล้ว แต่ปัสสาวะยังมีสีอยู่ แบบนี้สังเกตได้ว่ามีอาการบ่งชี้อื่นๆเช่น ตาเหลือง ผิวเหลืองร่วมด้วย

การรักษามะเร็งเต้านม ในปัจจุบัน

การรักษามะเร็งเต้านม
การ รักษามะเร็งเต้านมจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเต้านม และมะเร็งลุกลามไปมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้อายุของผู้ป่วยภาวะหมดประจำเดือนและสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยดีมาก น้อยขนาดไหน ก็จะเป็นสิ่งที่แพทย์ผู้รักษาจะต้องประเมินดูว่าแนวทางการรักษาในผู้ป่วยราย นั้น ๆ ควรให้การรักษาอย่างไร

สำหรับการรักษามะเร็งเต้านมมี 4 วิธีด้วยกัน คือ

1. การผ่าตัด
2. การรักษาโดยการฉายแสง
3. การรักษาโดยใช้ยาเคมีบำบัด
4. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน
แพทย์ผู้รักษาอาจพิจารณาใช้วิธีเดียว หรือหลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจในการรักษาของ

แพทย์ผู้นั้น

  • ส่วน ใหญ่ของการรักษามะเร็งเต้านมคือการผ่าตัดเอาก้อนออก และเอาต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้

ออกด้วย เพื่อดูว่ามีการแพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ ? เพราะถ้าพบว่าต่อมน้ำเหลืองมี

เซลล์มะเร็งแล้ว เป็นไปได้ว่าการกระจายของมะเร็งเต้านมอาจไปส่วนอื่น ๆ ของร่างกายแล้ว

การ รักษาโดยการฉายแสง อาศัยหลักการที่ว่าแสงเอกซเรย์ขนาดมาก ๆ จะสามารถทำลายเซลล์

มะเร็งลงได้ และยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตต่อไปได้

  • ส่วนการรักษาด้วย เคมีบำบัดจะอาศัยยาฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งอาจเป็นยาชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วม

กันก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งว่ายาชนิดไหนได้ผลดีกว่ากัน

  • สำหรับการ รักษาโดยใช้ฮอร์โมน อาศัยหลักการที่ว่า ฮอร์โมนชนิดใดที่ส่งเสริมให้เซลล์มะเร็งเจริญ

ได้ดี แพทย์อาจใช้ยาเพื่อลดหรือเปลี่ยนคุณสมบัติการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนนั้น ๆ ให้ผิดออกไป

บางครั้งอาจใช้วิธีผ่าตัดเอาอวัยวะที่สร้างฮอร์โมนนั้นออกไป เช่น การตัดเอารังไข่ที่สร้างฮอร์โมน

ออกไป เป็นต้น

  • ในกรณีที่เป็น มะเร็งขนาดเล็ก การรักษาโดยการผ่าตัดก็เพียงเอาก้อนที่เป็นมะเร็งออกเท่านั้น โดย

ไม่ต้องเอาเต้านมออกทั้งเต้า เหมือนในรายที่มะเร็งมีขนาดใหญ่ ที่ต้องเอาเต้ามะเร็งออกหมด และ

ต้องเลาะเอาต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกด้วยหลังแผลหาย แลัวตามด้วยการฉายแสง ก็เป็นอันหมดขั้น

ตอนในการรักษา

  • ดังนั้นจึงเห็น ได้ว่า ถ้าเราตรวจพบมะเร็งในระยะแรกที่ยังมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยจะไม่ต้องเสียอวัยวะไป

เลยและผลที่ได้ก็เท่า ๆ กับการรักษาแบบตัดหมดทั้งเต้า และไม่ต้องมาเสริมอีกภายหลังการผ่าตัด

นอนผิดเวลา ทำร้ายสุขภาพแค่ไหน

นาฬิกาชีวภาพ (circadian rhythm) หมายถึง ลักษณะทางชีววิทยาตลอด 24 ชั่วโมงของแต่ละคนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน อุณหภูมิของร่างกาย การหลับและการตื่น เป็นต้น

ศูนย์การควบคุมนาฬิกาชีวภาพนั้นตั้งอยู่ที่ส่วนของสมองที่เรียกว่า ไฮโปธาลามัส โดยนาฬิกาชีวภาพนั้นจะทำงานเป็นจังหวะสอดคล้องกับการทำงานในระบบอื่นๆของร่างกาย

วงจรการหลับและการตื่นก็เป็นวงจรหนึ่งที่นาฬิกาชีวภาพเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกหลายชนิดที่มีผลต่อการหลับและการตื่น ได้แก่ ระดับฮอร์โมนในกระแสเลือด ระดับเมลาโทนิน อุณหภูมิในร่างกาย และ แสงสว่าง เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น เมื่ออุณหภูมิในร่างกายต่ำลงจะมีการหลั่งของเมลาโทนินมากขึ้น เมลาโทนินจะทำให้เรารู้สึกง่วง แต่ในทางตรงกันข้ามหากอุณหภูมิในร่างกายของเราสูงขึ้น ระดับเมลาโทนินก็จะต่ำลงทำให้เราเริ่มจะตื่น

ฮอร์โมนเมลาโทนินนับเป็นฮอร์โมนที่มีผลเป็นอย่างมากต่อการนอนหลับหากเมลาโทนินสูงจะทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เมลาโทนินถูกสร้างขึ้นมาจากต่อมไพเนียล โดยอาศัยสารตั้งต้น คือ กรดอะมิโน ประเภท ทริปโตฟาน ปกติแล้วเมลาโทนินจะเริ่มหลั่งมากขึ้นตั้งแต่ 2 ทุ่ม และจะหลั่งมากที่สุดในช่วงเวลาประมาน ตี3 และเริ่มลดลงเรื่อยๆจนต่ำสุดในช่วง 7 โมงเช้า เมลาโทนินนั้นจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของแสงสว่าง คือ หากมีแสงสว่างมากจะทำให้หลั่งออกมาน้อย ในทางตรงกันข้ามหากมีแสงสว่างน้อยเมลาโทนินก็จะหลั่งออกมามาก

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ?

เมื่อคนเราอายุมากขึ้นจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้นาฬิกาชีวภาพเริ่ม “เพี้ยน” ไป ทำให้การนอนหลับไม่ราบรื่นเหมือนเดิม สาเหตุเกิดเนื่องจาก ความเสื่อมของสมองส่วนไฮโปธาลามัส การลดลงของเมลาโทนินในกระแสเลือด และการตอบสนองต่อแสงสว่างลดลง

ไม่นานมานี้ มีข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับปริมานแสงสว่างและระยะเวลาที่ผู้สูงอายุออกไปรับแสงสว่าง ดังนี้ คือ ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงพอช่วยเหลือตัวเองได้ได้รับแสงสว่าง (>2000 lux) เพียง 60 นาที ต่อวัน ผู้สูงอายุที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อมได้รับแสงสว่าง (>2000 lux) เพียง 30 นาทีต่อวัน ส่วนผู้สูงอายุที่สมองเสื่อมและอยู่ตามสถานพยาบาลไม่ได้รับแสงสว่างในระดับ >2000 lux เลย แต่ได้รับ แสงสว่างในระดับ > 1000 lux เพียง 10 นาทีต่อวัน

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าปริมาณแสงสว่างที่ผู้สูงอายุได้รับนั้นมีแนวโน้มน้อยลงเรื่อยๆหากเริ่มมีอาการสมองเสื่อมและโดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้องเผชิญโรคต่างๆที่ทำให้ต้องนอนตามสถานพยาบาล

เป็นธรรมดาที่ว่า เมื่อปริมานแสงสว่างที่ได้รับในแต่ละวันเปลี่ยนแปลงไป วงจรการนอนหลับก็ย่อมเปลี่ยนตาม ผู้สูงอายุกลุ่มดังกล่าวจะเริ่มมีอาการตื่นนอนกลางดึกบ่อยครั้งขึ้น นอนหลับในตอนกลางวันบ่อยขึ้น

นอกจากนี้สิ่งที่เราพบได้บ่อยเกี่ยวกับการนอนหลับในผู้สูงอายุ ก็คือ ในผู้สูงอายุนั้น มักจะเกิดภาวะที่เรียกว่า “การนอนผิดเวลา” อยู่บ่อยๆ หลายคนมาพบแพทย์แล้วมักเล่าให้ฟังว่า มักจะ “เข้านอนเร็วและตื่นเช้า”

เรื่องการนอนผิดเวลา หรือ นอนก่อนเวลาอันควร นั้นพอจะมีคำอธิบายอยู่ คือ เมื่อคนเราอายุมากขึ้นวงจรการนอนหลับจะเริ่มขยับเข้ามาเร็วกว่าปกติ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายที่เวลาที่อุณหภูมิร่างกายเริ่มต่ำนั้นขยับเข้ามาเร็วกว่าปกติเมื่อเทียบกับตอนหนุ่มสาว ทำให้ง่วงเร็วขึ้น ส่วนใหญ่อุณหภูมิร่างกายของผู้สูงอายุจะเริ่มต่ำตอนประมาน 1-2 ทุ่ม แล้วเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆหลังจากเข้านอนไปประมาน 8 ชั่วโมง และจะสูงที่สุดเมื่อเวลาประมาน ตี 3 ถึง ตี 4 ดังนั้นผู้สูงอายุจึงมักเข้านอนแต่หัวค่ำแล้วตื่นนอนมาเช้ากว่าปกติ ภาวะดังกล่าว เรียกว่า Advanced sleep phase syndrome (ASPS)

ในช่วงวัยกลางคน ความชุกของโรค ASPS นั้นอยู่ที่ 1% แต่เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น เข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ความชุกของโรคจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก โดยขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และปริมานของแสงสว่างที่ได้รับในแต่ละวัน หรือแม้แต่รหัสทางพันธุกรรมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดสภาวะดังกล่าวด้วยเช่นกัน

เป็นแบบนี้แล้วดีหรือไม่ ต้องแก้ยังไงดี ?

หากลองพิจารณาดูดีๆแล้วจะพบว่าความจริงแล้วปริมาณชั่วโมงของการนอนหลับนั้นนับว่า “เพียงพอ” เลยทีเดียว แต่ในบางครั้งเรามักต้องการใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปในสังคม มีวงจรการหลับการตื่นเหมือนคนทั่วไป ดังนั้นเราจึงมักพยายามที่จะหลับให้ดึกขึ้น เพื่อหวังว่าเราจะตื่นสายขึ้นกว่าเดิมได้ แต่ในความเป็นจริงนั้นสภาวะของร่างกายเรายังคง “ดื้อ” หรือก็คือ “ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” อยู่เหมือนเดิม กล่าวคือ อุณหภูมิของร่างกายยังคงสูงในช่วง ตี 3 ถึง ตี 4 ดังนั้น สุดท้ายเราก็ตื่นเวลาเดิม และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ระยะเวลาการนอนหลับของเราก็สั้นกว่าเดิมอีกด้วย คราวนี้เราจะเริ่มรู้สึกว่านอนไม่พอ เริ่มง่วงในตอนกลางวัน บางทีนั่งทำงานหรือประชุมอยู่ กลับสัปหงกกลางที่ประชุม สุดท้ายบางคนจะเริ่มหงุดหงิด ไม่พอใจในชีวิตในที่สุด

ถึงตอนนี้คงต้องหาวิธีแก้ไขแล้วล่ะ !!

สิ่งที่ดีที่สุดคือการทำสิ่งที่เรียกว่า “ไดอารี่การนอนหลับ (sleep diary)” ควรทำย้อนหลังไป 1-2 สัปดาห์ ถ้าให้ดีที่สุดควรใส่เครื่องมือที่เรียกว่า “wrist actigraphy” ไว้ที่ข้อมือด้วย ประมาน 3-7 วัน เพื่อตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของวงจรการหลับการตื่นจริงหรือไม่ แต่ที่ทำได้เบื้องต้น และประหยัด นั่นก็คือ การเริ่มทำ “ไดอารี่การนอนหลับ” นั่นเอง

การรักษาภาวะการนอนผิดเวลา

ตามจริงแล้วภาวะนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหากไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่สำหรับบางคนที่ได้รับผลกระทบในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากจากวงจรการนอนดังกล่าวอาจมาพบแพทย์เพื่อขอรับการรักษาเป็นรายๆไป ส่วนใหญ่แล้วเมื่อมาถึงโรงพยาบาลจะมีการประเมินอาการโดยรวม และทำการทดสอบบางอย่าง เพื่อวัดระดับเมลาโทนินในร่างกายและ ตรวจดูความผิดปกติของวงจรการนอนหลับ

การรักษานั้นจะเน้นไปในทางที่ไม่ใช้ยาก่อนเป็นอันดับแรก การรักษาจะเป็นไปเพื่อปรับเปลี่ยนและเสริมความแข็งแรงของวงจรการนอนหลับ ได้แก่ “Bright-light therapy” แต่ในบางคน หากมีการขาดเมลาโทนินร่วมด้วยอาจให้ยาเพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมนเมลาโทนินในร่างกายได้

Bright-light therapy นับเป็นการรักษาที่ดีที่สุดและได้ผลมากที่สุดในปัจจุบัน หลักการของมันก็คือ จะมีการเพิ่มแสงสว่างในช่วงเวลาหนึ่งของวันให้กับผู้ป่วย เพื่อเลื่อนเวลาการนอนหลับให้ยืดออกไปไกลขึ้น ผู้ป่วยจะถูกนำมารับแสงสว่างในช่วงบ่ายแก่ๆ หรือ ช่วงเย็นๆอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อเลื่อนวงจรการนอนออกไป ซึ่งแท้จริงแล้วนอกจากจะเลื่อนวงจรการนอนออกไปได้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนระดับอุณหภูมิ และฮอร์โมนเมลาโทนิน ในร่างกายได้อีกด้วย

“Bright-light therapy” จะเอาสิ่งนี้มาจากไหน ?

Bright-light therapy ที่ดีที่สุดก็คือ “แสงอาทิตย์” นั่นเอง

ผู้ป่วยควรออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างในช่วงบ่ายแก่ หรือ ช่วงเย็นๆ วันละ 2 ชั่วโมง เพื่อเลื่อนเวลาการนอนให้ไกลขึ้น ปกติแล้วการรับแสงจุดแรกจะเริ่มที่ตาก่อน ดังนั้นในช่วงเวลานี้ก็ไม่ควรสวมแว่นกันแดดตอนทำกิจกรรม แต่ให้สวมในช่วงเช้าและตอนกลางวันแทนเพื่อไม่ให้วงจรการนอนหลับเลื่อนเข้ามาใกล้อีก

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการทำสิ่งที่เรียกว่า “Light box” ซึ่งผลิตแสงสว่างได้มากถึง 2500 lux ซึ่งนับว่าช่วยได้มากหากไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องนอนติดเตียงตลอด

เปิดไฟนีออน หรือ หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ในบ้าน ไม่ได้เหรอ ?

ไม่แนะนำให้ใช้หลอดไฟปกติตามบ้าน เนื่องจากกำลังของแสงสว่างที่ผลิตออกมานั้นจะไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นประสาทรับรู้ของผู้สูงอายุ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวงจรการนอนได้

จะเห็นได้ว่าปัญหาการนอนผิดเวลานั้น ในบางครั้งก็ส่งผลเสีย รบกวนชีวิตประจำวันของใครหลายๆคนอยู่เหมือนกัน ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าว การมาพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาที่ถูกต้องก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับผู้สูงวัยทุกท่าน

ออกกำลังกายตอนกลางคืนมันดีอย่างไร

การออกกำลังกายตอนกลางคืนก็สามารถทำได้ดี ไม่แพ้ตอนกลางวันเลย แถมยังไม่ต้องห่วงว่าผิวจะเสียจากแสงแดดอีกด้วย สำหรับคุณผู้หญิงที่ยังไม่เคยออกกำลังกายตอนกลางคืน ลองมาดูเหตุผลดีๆ กัน ว่าเพราะอะไรการบริหารร่างกายหลังพระอาทิตย์ตกดิน ถึงน่าสนใจสำหรับผู้หญิงสายสุขภาพ

1.ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

หลังออกกำลังกายเป็นธรรมดาที่เราจะรู้สึกอ่อนเพลีย อยากพักผ่อน จึงมีผลให้หลับดียิ่งขึ้น ส่วนระยะเวลาที่เหมาะสมในการออกกำลังกายก่อนช่วงเข้านอน คือควรเว้นห่างจากเวลานอนสัก 3-4 ชั่วโมงโดยประมาณ เพราะหากเราออกกำลังใกล้กับเวลาเข้านอนมากเกินไป นอกจากจะไม่ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นแล้ว อาจส่งผลให้ร่ายกายคึกคักจนยากที่จะข่มตานอนไปเสียเลยก็เป็นได้นะ

2.ช่วยให้ออกกำลังกายได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายในตอนกลางวัน เรามักจะต้องฝ่าฟันกับแสงแดดที่มารบกวน ทำให้อ่อนเพลียได้ง่าย จนเราอาจจะออกกำลังกายได้ไม่ครบตามเป้าหมายเวลาที่กำหนด ฉะนั้น การออกกำลังกายตอนกลางคืน นอกจากจะช่วยลดปัจจัยในส่วนนี้ ยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และความอดทน จากการได้ออกกำลังกายตามกำหนดเวลาที่วางไว้ หรือมากกว่าการออกกำลังกายในตอนกลางวันอีกด้วย

3.ความดันโลหิตลดลง

ในช่วงเวลาที่กำลังออกกำลังกายนี้ ความดันโลหิตของผู้ที่ออกกำลังกายตอนกลางวันสูงกว่า ความดันโลหิตของผู้ที่ออกกำลังกายตอนกลางคืนถึง 15% เป็นอีกเหตุผลดีดีที่คุณผู้หญิงทั้งหลาย ควรจะหันมาพิจารณาการออกกำลังกาย บริหารกล้ามเนื้อ ยามค่ำคืนกันดีกว่า

4.เผาผลาญแคลอรี่ได้ดีขึ้น

การเผาผลาญพลังงานเกิดได้มากขึ้น เนื่องจากผู้ที่ออกกำลังกายตอนช่วงเย็น ถึงกลางคืนนี้ สามารถที่จะออกกำลังได้นานมากกว่าตอนกลางวัน ส่งผลให้เรามีหุ่นที่ปังได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

5.ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อให้หุ่นปัง

มีงานวิจัยที่พบว่า ระดับเทสโทสเตอโรนจะมีมากขึ้นในช่วงเวลาเย็น ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ แตกต่างจากการออกกำลังในตอนเช้าที่จะมีระดับคอร์ติซอลสูง ซึ่งมีผลทำให้การเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อในการออกกำลังกายลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้ การออกกำลังกายตอนช่วงเย็น ถึงกลางคืนจึงส่งผลดีต่อการสร้างกล้ามเนื้อปั้นหุ่นสวย ได้ดีกว่าการออกกำลังในช่วงเช้า – กลางวันนั่นเอง

เราก็ได้ทราบถึงเหตุผลที่ควรจะออกกำลังกายในตอนกลางคืนกันไปแล้ว ก็สามารถเลือกสรร จัดเวลาที่คิดว่าเหมาะสมกับตารางงานของตัวเองกันได้เลย เพราะไม่ว่าเราจะออกกำลังกายเวลาไหน หากทำอย่างมีวินัย ก็ส่งผลดีต่อตัวเราได้เช่นกัน